วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Profile

Hello !! 
My name is Duangrurdee Tanpon
U can call me : Poyd
Birth : 29/10/1990
I am  22 years old
No. 54011220002
Section 3 <Thurday-Friday>
Study in Faculty of Informatics
At Mahasarakham University
My Hobby : Take a photograph , listen music




การถ่ายภาพงานแต่งงาน


การถ่ายภาพ...งานแต่งงาน




การถ่ายภาพงานแต่ง (FOTOINFO)

เรื่อง : จิรชนม์ ฉ่ำแสง / ภาพ : พิษณุ พวงแก้ว

          หากลองย้อนอดีตด้วยการพลิกอัลบั้มภาพงานแต่งงานรุ่นคุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่าขึ้นมาดู เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของการถ่ายภาพในต่างยุคต่างสมัยได้ในหลากหลายแง่ มุม ไม่ว่าจะเป็นเทคนิควิธีการถ่ายภาพที่หลากหลายขึ้น ตามสมรรถนะของอุปกรณ์การถ่ายภาพที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง มุมมองใหม่ ๆ ที่ช่างภาพนำมาใช้กับงานประเภทนี้ ที่มิใช่เพียงแค่หน้าตรง กลางเป๊ะ เน้นความคมชัดเป็นหลักกระทั่งการจัดอัลบั้มภาพแบบที่อัดภาพขนาด 4R แล้วนำมาสอดใส่ไล่เรียงตามลำดับเหตุการณ์ไว้เฉย ๆ ยังแทบไม่มีให้เห็นในปัจจุบัน

          และหากนึกให้ดีก็จะเห็นว่าการถ่ายภาพงานแต่งเมื่อครั้งอดีตนั้น หมายถึงการถ่ายภาพเฉพาะช่วงเวลาพิธีการ และงานเลี้ยงรับรองแขกเหรื่อเพียงอย่างเดียว ซึ่งผิดแผกแตกต่างไปจากพอศอนี้โดยสิ้นเชิง การถ่ายภาพงานแต่งในยุคปัจจุบันได้ขยายขอบเขตออกไปมาก โดยช่างภาพต้องเริ่มงานของตัวเองตั้งแต่ก่อนวันแต่งงานจริงหลายเดือน ก็คือการถ่ายภาพคู่ของบ่าว-สาว เพื่อนำมาจัดอัลบั้มโชว์หน้างาน ที่ชาวไทยเรานิยมเรียกกันว่าถ่ายเวดดิ้ง (ซึ่งที่ถูกต้องควรจะเรียวว่า พรีเวดดิ้ง – Pre-wedding

          ครั้นเมื่อถึงวันจริง นอกจากจะต้องถ่ายภาพพิธีการและงานเลี้ยงทั้งช่วงเช้า-เย็นไปตามปกติแล้ว ขณะที่บ่าว-สาวแต่งหน้าทำผม ช่างภาพก็ยังต้องตามไปเก็บภาพเบื้องหลังในช่วงเวลาดังกล่าวไว้อีกด้วย เพื่อให้ได้ภาพที่มีเนื้อหาของงานครบถ้วนสมบูรณ์แบบ

          การถ่ายภาพงานแต่งในยุคปัจจุบันจึงแยกได้เป็นสองส่วน คือการถ่ายพรีเวดดิ้ง และการถ่ายภาพในวันพิธี ซึ่งช่างภาพบางคนอาจเลือกรับงานเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่บางคนก็สามารถถ่ายได้ทั้งสองอย่างควบคู่กันไป

พรีเวดดิ้ง




          การถ่ายภาพพรีเวด ดิ้งแม้ในเมืองไทยอาจเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นานนัก แต่มันกลับเป็นงานที่มีพัฒนาการค่อนข้างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากการแข่งขันที่สูงมาก ด้วยลูกค้าอยู่ในภาวะที่พร้อมจ่าย สตูดิโอหรือช่างภาพจึงสามารถเรียกร้องค่าตอบแทนสูง ๆ ได้ง่าย ใครต่อใครก็จึงอยากกระโดดเข้ามาจับงานตรงนี้กันทั้งนั้น

          ช่างภาพมือเก่าเก๋าๆ ที่สร้างฐานลูกค้าไว้เป็นจำนวนมาก ย่อมมีความได้เปรียบในเรื่องของการหางาน แต่ด้วยปริมาณงานที่มีมากมายจึงยังพอมีที่ว่างสำหรับนักถ่ายภาพมือใหม่ ผู้ต้องการเบียดเสียดสอดแทรกขึ้นมาจับงานประเภทนี้ถ้าหากมือถึงจริงๆ

          ฉะนั้นความแตกต่างจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากสามารถสร้างงานที่โดดเด่นไม่เหมือนใครและโดนใจลูกค้าได้ ก็ย่อมมีสิทธิ์มีส่วนเข้ามาแบ่งเค้กชิ้นนี้ได้อย่างแน่นอน

          เรื่องการฝึกปรือฝีมือให้เข้าขั้นในยุคปัจจุบันสามารถทำได้ไม่ยาก เพราะมีการเปิดสอนการถ่ายภาพให้เลือกเรียนเป็นทางลัดอยู่มากมาย หรือจะฝึกฝนด้วยตนเอง โดยอาศัยเพื่อนฝูงญาติพี่น้องมาเป็นหนูทดลองยา ก็แทบจะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ด้วยซ้ำทว่านอกเหนือจากเทคนิคและฝีมือทางการถ่ายภาพ ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ช่างภาพเวดดิ้งควรเรียนรู้และหาข้อมูลให้มาก

คุยกับลูกค้าให้มากพอ

          คุย ในที่นี้มิได้หมายความถึงการคุยโอ้อวดสรรพคุณของตนเอง เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ลูกค้าทราบดีอยู่แล้วจึงว่าจ้างให้เราไปถ่าย หากเป็นการคุยเพื่อให้ทราบความต้องการที่แท้จริงของคู่บ่าว-สาว ว่าทั้งคู่ต้องการภาพประมาณไหน อารมณ์ไหน แม้ลูกค้าอาจจะบอกว่าไม่มีไอเดีย แล้วแต่เรา แต่เชื่อเถอะว่าทั้งคู่ (หรือคนใดคนหนึ่ง) มักจะมีภาพในใจอยู่บ้าง จึงเป็นหน้าที่ของช่างภาพที่ต้องดึงภาพนั้นออกมาให้ชัด เพื่อการกำหนดธีม (Theme) หรือคอนเซ็ปท์ (Concept) ของงานในชุดนี้ให้ได้ เพื่อให้งานทุกอย่างดำเนินไปตรงตามความต้องการของลูกค้ามากที่สุด

          นอกจากนี้การคุยกับลูกค้าบ้างในขณะที่ถ่ายภาพ ยังจะช่วยลดอาการเกร็ง ความเขินอาย ความประหม่า และสร้างบรรยากาศความเป็นกันเองให้เกิดขึ้น ทำให้ได้ภาพที่ดูเป็นธรรมชาติมากกว่า

การโพสท่า

          แม้ช่างภาพจำนวนไม่น้อยมีความถนัดและนิยมชมชอบการถ่ายภาพแคนดิด เพราะมักให้ภาพที่ตัวแบบซึ่งในที่นี้คือเจ้าบ่าว-สาวดูมีความเป็นธรรมชาติ มากกว่า แต่อย่างไรก็ตามการถ่ายพรีเวดดิ้งย่อมต้องมีการจัดท่าทาง เพื่อถ่ายภาพอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นช่างภาพจึงควรศึกษาวิธีการวางท่าทางทั้งแบบมาตรฐาน และแบบอื่นๆ ที่จะทำให้บ่าว-สาวดูดีที่สุด ซึ่งรวมไปถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นการหันปลายเท้าไปทางใดทางหนึ่ง ลักษณะและตำแหน่งของการวางมือ การจับมือกันและกัน การก้มหรือเงยหน้าเล็กน้อย ทิศทางที่สายตาของทั้งคู่จะทอดไป ฯลฯ

          เรื่อง นี้สามารถเรียนรู้ได้ไม่ยาก เพียงลองเปิดนิตยสารแนวเวดดิ้งหรือแฟชั่นที่มีการถ่ายภาพคู่ รวมไปถึงเว็บไซต์ของช่างภาพชื่อดังในวงการ ก็จะมีตัวอย่างการจัดท่าทางแบบต่างๆ มากมายให้เราดู จดจำสิ่งที่ดีๆ มาปรับใช้ เพื่อให้เข้ากับสไตล์การถ่ายภาพของเราเอง

สไตล์ลิสต์จำเป็น

          เป็นเรื่องปกติและอาจถือเป็นอีกหนึ่งหน้าที่ที่ช่างภาพเวดดิ้งต้องทำให้ได้ ก็คือการดูแลหรือให้คำตอบนำกับคู่บ่าว-สาว ในเรื่องของเสื้อผ้า หน้า ผม ว่าชุดที่จะนำมาใช้ถ่ายภาพควรมีกี่ชุด อะไรบ้าง ทั้งยังต้องให้ชุดของคู่บ่าว-สาวนั้นเข้ากันได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ไม่ใช่ว่าชุดสวยดูดีทั้งคู่แต่นำมาเข้ากันไม่ได้ไปกันคนละทาง ทรงผมควรจะประมาณไหน ควรแต่งหน้าออกไปโทนใด สิ่งเหล่านี้ถ้าเป็นการถ่ายภาพแฟชั่น จะมีสไตล์ลิสต์มาคอยดูแลให้ แต่กับภาพเวดดิ้งส่วนมากแล้วมักจะจบในคนเดียวก็คือ ช่างภาพนั่นเอง

          นอกจากนี้อาจเหมารวมไปถึงการจัดหาพร็อบต่างๆ เพื่อนำมาเป็นตัวเสริมให้ภาพดูมีชีวิตชีวาขึ้น ซึ่งหลักๆ ก็คือ ดอกไม้ ที่นอกจากจะต้องรู้ว่าดอกไม้อะไรจึงจะเข้ากับชุดหรือคอนเซ็ปท์ที่จะถ่ายแล้ว ช่างภาพบางคนรู้กระทั่งว่าดอกไม้ประเภทนี้จะไปซื้อได้ที่ไหน เวลาไหน ดอกชนิดไหนบานนานบานหน อันไหนเหี่ยวแห้งเร็ว อันไหนมีกลิ่นแรง ฯลฯ
นอกจากดอกไม้ ก็อาจมีลูกโป่ง แว่นกันแดด หมวก ร่ม ฯลฯ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับธีมของงานในชุดนั้นๆ เป็นหลัก

รู้จักสถานที่ (Location) ให้มากพอ

          สถานที่หลักๆ สำหรับการถ่ายภาพเอาท์ดอร์เวดดิ้งมักจะเป็นรีสอร์ทชายทะเลที่อยู่ไม่ไกล จากกรุงเทพฯ มากนัก เพื่อความสะดวกและประหยัดเวลาในการเดินทาง ในการนี้หากลงทุนไปดูสถานที่ด้วยตาตัวเองได้ก็จะดีมากๆ เพราะเราจะเห็นภาพรวมของสถานที่ได้ชัดเจน นอกเหนือไปจากที่มีภาพโชว์อยู่ในเว็บไซต์แนะนำ แต่ถ้าไม่สามารถก็ต้องอาศัยข้อมูลจากโลกไซเบอร์ให้มากๆ เข้าไว้

          การที่ช่างภาพนิยมเลือกถ่ายในรีสอร์ทเป็นส่วนใหญ่ มีเหตุผลสำคัญนอกเหนือไปจากความสวยงามของสถานที่นั้นๆ เป็นหลักแล้ว ก็ยังมีเรื่องความสะดวกของสถานที่สำหรับการแต่งหน้า-ทำผม การเปลี่ยนเสื้อผ้าในแต่ละชุด

          นอกจากนี้ร้านอาหาร หรือผับบางแห่งที่ตกแต่งอย่างสวยงามมีสไตล์
 ยัง อาจใช้เป็นสถานที่ถ่ายภาพได้ โดยเฉพาะร้านที่ปิดเวลากลางวัน และเปิดเฉพาะเวลาเย็นถึงกลางดึก มีโอกาสที่จะขอเช่าใช้สถานที่ได้ไม่ยาก

          หรือจะเป็นสถานที่แปลกๆ ที่พบเจอโดยบังเอิญ อย่างเช่นสนามกีฬา สถานีรถไฟ ตึกร้าง บ้านเก่า ฯลฯ ซึ่งแม้ว่าอาจดูไม่เหมาะไม่ควรกับการถ่ายภาพเวดดิ้งเอาเสียเลย แต่มันไม่เสมอไป หากเราผู้เป็นช่างภาพหรือคู่บ่าว-สาว มีไอเดียอะไรแปลกๆ สถานที่ประเภทนี้อาจนำมาปรับใช้ประกอบไปกับการตกแต่งภาพด้วย ซอฟท์แวร์ช่วยในภายหลังได้เป็นอย่างดี

บริหารจัดการเวลาให้เหมาะสม

          การถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง ส่วนมากจะใช้เวลาครึ่งวันถึงหนึ่งวัน ซึ่งในยุคนี้อาจถูกวิดีโอพรีเซ็นเทชั่นพรากเวลาระหว่างวันไปอีกส่วนหนึ่ง หากคู่บ่าว-สาวนัดทีมทำพรีเซ็นเทชั่นในวันเดียวกัน ไหนจะต้องให้เวลากับช่างแต่งหน้าทำผม ยังจะมีช่วงเวลาที่ต้องเปลี่ยนชุดอีก กับเวลาที่พักทานอาหารหรือคอฟฟี่เบรกเล็กๆ น้อยๆ อีกทางหนึ่ง ดังนั้นเวลาถ่ายภาพจริงๆ จึงเหลือไม่มากนัก

          การควบคุมเวลาในการถ่ายภาพต่อหนึ่งชุดให้พอดีๆ กับเวลาทั้งหมดที่มี จึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ มิเช่นนั้นแล้ว ชุดที่เตรียมไปอาจได้ใช้ไม่ครบอย่างที่ตั้งใจ หรือในชุดแรกๆ อาจมีภาพมากเกินจำเป็น แต่ชุดหลังๆ กลับมีน้อยจนแทบไม่พอให้เลือกมาใช้งานเป็นต้น

มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและคนรอบข้าง

          เรื่องนี้มักไม่ค่อยเป็นปัญหาสำหรับช่างภาพมือใหม่วัยกระเตาะ ซึ่งส่วนใหญ่จะมือไม้อ่อนไหว้ไปรอบทิศด้วยความอ่อนเยาว์และอ่อนพรรษาในวงการ ต่อเมื่อเวลาผ่านไปฝีมือแก่กล้ามากขึ้น อีโก้มักจะมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความเกรงใจต่อคนรอบข้างจึงน้อยลงแม้แต่ลกค้าก็ไม่เว้น ช่างภาพบางรายเสียลุกค้าเพราะเรื่องทำนองนี้ก็มี แม้จะมีฝีมือดีเพียงไหน แต่ถ้ามนุษย์สัมพันธ์แย่ก็ยากที่จะทำงานกับใครได้ราบรื่น

          แม้แต่กับช่างแต่งหน้า-ทำผม หากคุยกับเขา (หรือเธอ) ดีๆ ก็จะทำให้บรรยากาศในการทำงานดีขึ้น ยิ่งถ้าเราต้องการเติมนั่นนิดแก้นี่หน่อยบนใบหน้าของบ่าว-สาวก็จะเป็นการ ง่าย และเขายังอาจช่วยมาดูแลบ่าว-สาวระหว่างการถ่าย จนเสมือนเป็นผู้ช่วยหรือสไตล์ลิสต์ให้เราอีกด้วย


การถ่ายภาพวันพิธีแต่งงาน




          การถ่ายภาพวันพิธีแต่งงานหรือวันจริง เมื่อก่อนมักใช้ช่างภาพเพียงคนเดียวในการถ่ายตลอดวัน ภาพส่วนใหญ่ก็จึงมีแต่เฉพาะภาพบ่าว-สาวในขณะทำพิธีต่างๆ เป็นหลัก ในช่วงเย็นก็จะมีเพียงภาพหน้าซุ้ม ภาพถ่ายกับแขกตามโต๊ะจีน และภาพพิธีการบนเวทีเท่านั้น ทว่าในปัจจุบันนิยมใช้หรือควรแนะนำให้ลูกค้าจ้างช่างภาพมากกว่า 1 คนขึ้นไป แล้วแต่ขนาดของงาน เพื่อความสมบูรณ์และหลากหลายของภาพในวันนั้น

          โดยช่างภาพที่เพิ่มขึ้นมา จะมีหน้าที่เก็บภาพรวมในแง่มุมอื่นๆ อาทิเช่น เก็บภาพแคนดิดของคู่บ่าว-สาว รวมไปถึงญาติผู้ใหญ่และแขกหรือคนอื่นๆ เก็บภาพอาคารสถานที่หรือห้องจัดเลี้ยง เก็บบรรยากาศภายในห้องจัดเลี้ยงขณะที่บ่าว-สาวยืนถ่ายภาพอยู่หน้าซุ้ม เก็บภาพอาหาร-เครื่องดื่ม หรือพร็อบอื่นๆ เช่นดอกไม้ เค้กน้ำแข็งสลัก ฯลฯ ที่ถูกจัดตกแต่งไว้ภายในงาน รวมไปถึงการถ่ายภาพเบื้องหลัง ขณะที่บ่าว-สาวแต่งหน้าทำผม

          ในส่วนของช่างภาพ การทำงานร่วมกันสองคนนอกจากจะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้กล้าคิดกล้าทำในสิ่งที่แตกต่างได้มากขึ้น จากการที่มีคนหนึ่งเก็บภาพในแบบมาตรฐานเป็นหลัก จึงทำให้อีกคนสามารถใช้ลูกเล่นและความคิดสร้างสรรค์ในการถ่ายภาพได้เต็มที่ อาทิเช่นการใช้เลนส์มุมกว้างมากๆ กระทั่งเลนส์ฟิชอายเพื่อมุมมองที่ดูหวือหวาแปลกตา การถ่ายภาพแบบไหวๆ ให้ดูมีมูฟเมนต์ การถ่ายภาพจากมุมไกลๆ หรือมุมสูง (หากสถานที่เอื้ออำนวย) อย่างนี้เป็นต้น

          จริงๆ แล้วในงานนี้ช่างภาพทั้งสองส่วนต่างมีความสำคัญพอๆ กัน แต่เพื่อความไม่สับสนและเข้าใจง่ายจึงขอเรียกช่างภาพที่ถ่ายในมุมมาตรฐานและ ช่างภาพประจำหน้าซุ้มว่าช่างภาพหลัก ส่วนคนที่เก็บบรรยากาศโดยรวมเรียกว่าช่างภาพรอง

          หน้าที่ของช่างภาพหลัก ก็คือการเก็บงานตามพิธีการที่สำคัญ เน้นความคมชัด ใช้แสงใสๆ เคลียร์ๆ จัดองค์ประกอบภาพแบบดูง่ายเข้าใจง่ายผู้ใหญ่ชอบเป็นหลัก ช่างภาพหลักจึงมักจะต้องทำงานใกล้ชิดกับทุกฝ่ายค่อนข้างมาก จึงควรเป็นคนที่มีวาทศิลป์ดี ช่างจำนรรจา พูดจาหวานหู และมีจิตวิทยาที่ดีเพื่อโน้มน้าวให้ผู้หลักผู้ใหญ่ขยับไปยืนในตำแหน่งที่ ต้องการโดยไม่รู้สึกว่าถูกบังคับหรือทำตามตามคำสั่ง

          โดยเฉพาะเวลาถ่ายภาพหมู่หลังการหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ หรือการถ่ายภาพหมู่หน้าซุ้ม ส่วนมากญาติผู้ใหญ่มักจะเกร็งๆ ทำหน้านิ่งๆ ช่างภาพหลักต้องใช้คำพูดที่สามารถสร้างรอยยิ้ม เรียกเสียงหัวเราะ และสร้างอารมณ์ร่วมในการถ่ายภาพให้สนุกสนานผ่อนคลาย ภาพจึงจะออกมาดี ไม่ใช่เพียงแค่นับหนึ่ง..สอง..สาม..แชะ เท่านั้น เรียกว่าต้องมีความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ในตัวค่อนข้างสูง

          หน้าที่ของช่างภาพรอง ก็คือการเก็บรายละเอียดของส่วนอื่นๆ ภายในงานจึงต้องเป็นคนที่ถ่ายภาพได้หลากหลายแนว มีลูกเล่นทางการถ่ายภาพแพรวพราวขยันหามุมมองที่แปลกแตกต่าง เปรียบเสมือนตัวฟรีในเกมฟุตบอล ที่สามารถจะเดินไปอยู่ตรงไหนก็ได้ภายในบริเวณงาน มีอิสระในการทำงานค่อนข้างสูง แต่ก็ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากเป็นพิเศษ เพราะการเก็บรายละเอียดในส่วนนี้มักจะเป็นส่วนที่ทำให้ภาพรวมของงานดูแตก ต่าง หากสังเกตให้ดี ภาพจากเว็บไซต์ต่างๆ มักจะนำภาพในส่วนนี้มากเป็นตัวชูโรง เป็นจุดขายเสมอ

          สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การทำงานเป็นทีม แบ่งแยกหน้าที่หรือลักษณะการถ่ายกันให้ชัดเจน เพื่อให้ได้ภาพที่ไม่ซ้ำซ้อนกัน คนหนึ่งอาจถ่ายโดยใช้แฟลชเป็นหลัก ขณะที่อีกคนใช้แสงแอมเบียน (แสงจากแหล่งกำเนิดแสง จำพวกหลอดไฟประเภทต่างๆ ที่ถูกจัดไว้ภายในงาน) เป็นหลัก ขณะคู่บ่าว-สาวเดินขึ้นเวทีหรือขณะตัดเค้ก ต้องตกลงให้ดีว่าใครจะถ่ายมุมไหนอย่างไร ที่จะไม่เป็นการกั๊กมุมกันเอง ยิ่งงานไหนใช้ช่างภาพมากกว่าสองคนขึ้นไป โอกาสที่จะทำงานซ้ำซ้อนกันก็มีมากขึ้นถ้าหากไม่นัดแนะกันให้ดี

          ในกรณีที่มีช่างภาพเกินสองคน ช่างภาพหลักยังคงมีเพียงคนเดียวและถ่ายแบบมาตรฐานตามปกติ ในส่วนของช่างภาพรอง อาจแบ่งไปเลยว่าใครจะใช้เลนส์ในช่วงไหน คนหนึ่งมุมกว้าง คนหนึ่งเทเลโฟโต้ หรืออาจจะแบ่งให้คนหนึ่งเน้นเก็บภาพบุคคล ส่วนอีกคนเก็บบรรยากาศและการตกแต่งสถานที่เป็นหลัก เพื่อให้ได้งานที่มีความหลากหลายสมกับที่ใช้ช่างภาพหลายคน

อุปกรณ์ที่จำเป็น

          การถ่ายภาพในยุคดิจิตอล ที่มีกล้องดีๆ ใหม่ๆ แข่งขันกันออกมาจนเกือบจะเรียกได้ว่าซื้อปุ๊ปตกรุ่นปั๊ปนั้น แน่นอนว่ากล้องรุ่นใหม่กว่าย่อมมีระบบการทำงานรวมถึงให้คุณภาพของภาพที่ดี กว่าเดิม แต่คำถามคือว่ามันจำเป็นแค่ไหน เพราะกล้องที่ว่าดีๆ นั้น ราคาค่างวดเหยียบแสนเข้าไปแล้ว หากไม่มีงานซุกจริงๆ กว่าจะใช้มันคุ้มราคาเผลอๆ ตกรุ่นไปแล้ว แถมราคายังตกฮวบฮาบให้เจ็บใจอีกต่างหาก ดังนั้นในส่วนของกล้องถ่ายภาพช่างภาพอาจไม่จำเป็นต้องอัพเดทเสมอไป สู้เอาเงินไปลงทุนกับเลนส์ดีๆ ช่องรับแสงกว้างๆ ดีกว่า

          และหากจะว่ากันจริงๆ แล้ว เลนส์ที่ใช้อาจไม่จำเป็นต้องเป็นเลนส์เกรดโปรราคาแพงลิบลิ่วเสมอไป เพราะการใช้งานของลูกค้ากับภาพเกือบทั้งหมดคือการดูภาพผ่านคอมพิวเตอร์ หรืออัดภาพขนาด 4R เท่านั้น ยกเว้นเพียงภาพชุดพรีเวดดิ้งเท่านั้นที่จะถูกนำมาขยายใหญ่ ซึ่งก็มีจำนวนไปมากนัก และถ้าถ่ายภาพมาด้วยสภาพแสงดีๆ เลนส์ระดับกลางๆ ก็สามารถให้คุณภาพที่นำมาใช้งานได้อย่างไร้กังวล บวกกับการตกแต่งภาพผ่านซอฟท์แวร์อีกนิดหน่อย เชื่อเถอะว่าถ้าไม่ใช่พวกตาผีจมูกมด ไม่มีทางดูออกว่าเราถ่ายภาพด้วยเลนส์เกรดไหน

          ยังมีอุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งที่เทคโนโลยีดิจิตอลทำให้มันลดความสำคัญลงไปมาก นั่นก็คือแฟลช ด้วยการปรับค่าไวท์บาลานซ์เพื่อแก้สี และด้วยการตั้งค่า ISO ให้สูงมากๆ โดยยังรักษาคุณภาพของภาพไว้ได้ จึงทำให้ช่างภาพหลายต่อ หลายคนโบกมือล่ำลาจากการใช้แฟลช หันมาใช้เลนส์ช่องรับแสงกว้างๆ ถ่ายด้วยแสงแอมเบียนของสถานที่บวกกับการใช้สปอตไลท์ตั้งตามจุด หรือมีคนถือไฟเดินตามแทน นัยว่ามันให้ภาพที่ดูสวยเนียนยิ่งกว่าการใช้แฟลชเสียอีก
ซึ่งในเรื่องนี้ตามความเห็นของผู้เขียน ไม่ขอชี้ชัดลงไปว่าอย่างไรดีกว่า เพราะมันมีข้อจำกัดของอุปกรณ์ที่ไม่เหมือนกัน 

          และความถนัดของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน และจริงๆ แล้ว การใช้แสงแอมเบียนอาจไม่สามารถทดแทนการใช้แฟลชได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ อีกทั้งภาพบางลักษณะจะเกิดขึ้นได้ก็จากการใช้แฟลชเท่านั้นอีกด้วย เช่นภาพที่มีมูฟเมนต์ในลักษณะกึ่งชัดกึ่งเบลอ แต่ช่างภาพบางคนอาจไม่ชอบถ่ายในลักษณะนี้ก็ไม่มีความจำเป็น หรืออาจไปทำด้วยซอฟท์แวร์ในภายหลังก็ได้

          แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างให้พร้อมและเพียงพอไม่ว่าจะเป็น กล้องสำรองหากเกิดกล้องมีปัญหา แบตเตอรี่, เมมโมรี่การ์ด, หลอดสำรองในกรณีที่ใช้ไฟแฟลชหรือสปอตไลท์ เป็นต้น

          อุปกรณ์อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญคือ อุปกรณ์การสำรองข้อมูลต้นฉบับ อย่าได้ประมาทหรือมองข้ามไปนะครับ ในยุคไอทีเช่นนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งทางเลือกก็มีหลายทาง ไม่ว่าจะเป็น DVD, External HD, Notebook หรือ Storage Media ต่างๆ ช่างภาพหลายคนอาจจะบอกว่าสิ้นเปลือง แต่เชื่อเถอะครับว่าหากมันเกิดปัญหากับข้อมูลที่คุณมีเพียงชุดเดียวโดยไม่มี การสำรองไว้ละก็ ต่อให้ต้องซื้อ DVD แผ่นละพัน คุณก็ยังรู้สึกว่ามันถูกเลยครับ

          อุปกรณ์ ที่ดีนั้นจะช่วยให้การทำงานของช่างภาพเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น แต่มุมมองและวิธีการถ่ายภาพของช่างภาพเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า การใช้อุปกรณ์ระดับกลางๆ แต่สามารถรีดคุณภาพของมันออกมาได้เต็มที่ เชื่อได้ว่าภาพดีๆ ไม่หนีไปไหนแน่นอน

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

บรรณานุกรม

การถ่ายภาพงานแต่งงาน.(ออนไลน์). แหล่งที่มา : 
http://wedding.kapook.com/view37372.html. ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๖

เทคนิคการถ่ายภาพรับปริญญา



เทคนิคการถ่ายภาพรับปริญญา











การถ่ายภาพรับปริญญา (นิตยสารโฟโต้อินโฟ)

          ใน พ.ศ.นี้ บัณฑิตจำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับการถ่ายภาพรับปริญญา และกล้าลงทุนจ้างช่างภาพซึ่งมีราคาค่าตัววันละหลายพันหรือถึงขั้นหลักหมื่นก็ยังมี เพียงเพราะนี่อาจเป็นโอกาสแรกและโอกาสเดียวที่หลายคนมองว่าควรค่ากับการเสียเงินราคาแพง เพื่อจะมีภาพเดี่ยวสวยๆ ของตัวเองเก็บไว้ชื่นชม ขณะเดียวกัน นักถ่ายภาพเองก็ใช้โอกาสในการถ่ายภาพรับปริญญาเป็นการฝึกฝีมือเพื่อมุ่งหน้าสู่เส้นทางสายนี้อย่างเต็มตัว

          โดยเฉพาะเมื่อระบบดิจิตอลทำให้การถ่ายภาพกลายเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งขึ้น  กล้องระดับ DSLR กับเลนส์สักชุด คล้ายเป็นของสามัญประจำบ้านอย่างหนึ่งไปแล้ว  ไม่ต่างอะไรจากรถสักคันหรือมือถือสักเครื่อง ใครต่อใครต่างก็ให้ความสนใจในการถ่ายภาพอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน   มหาวิทยาลัยในวันรับปริญญาจึงกลายเป็นสนามฝึกซ้อม กระทั่งสนามประลองของช่างภาพทุกระดับ หากลองนับปริมาณกันให้ดีรับรองได้ว่าช่างภาพอาจจะมีจำนวนมากกว่าบัณฑิตในวันนั้นเสียอีก เรียกได้ว่าเป็นมหกรรมแห่งการรวมช่างภาพมากที่สุดของประเทศไทยเลยก็ว่าได้

          อย่างไรก็ตาม แม้การถ่ายภาพจะเป็นเรื่องง่ายกว่าเก่าก่อน ทว่านั่นกลับทำให้มีการแข่งขันสูงยิ่งขึ้น วันนี้เรามีแนวทางการถ่ายภาพรับปริญญาหลักๆ  มาฝากกัน





 พอร์เทรตหลังละลายแบบจัดถ่ายเต็มที่

          การถ่ายภาพในลักษณะนี้ แม้จะได้ยินเด็กรุ่นใหม่ๆ ค่อนขอดว่าเชย แต่เชื่อเถิดว่าบัณฑิตจำนวนไม่น้อย(และญาติผู้ใหญ่จำนวนมาก-ซึ่งมักเป็นคนจ่ายค่าแรงของเรา) ยังคงชื่นชอบกับภาพในลักษณะนี้อยู่  ถือเป็นการถ่ายแบบปลอดภัยไว้ก่อน หากจะมุ่งมาแนวนี้โดยตรงควรศึกษาวิธีการจัดวางท่าทางหรือการโพสท่าให้มากเข้าไว้ วางมืออย่างไร วางเท้าแบบไหน

          ช่างภาพที่พรีเซนต์ตัวเองในแนวนี้  มักจะต้องมาแบบอลังการงานสร้าง  คือมาพร้อมผู้ช่วยสำหรับการยกแผ่นรีเฟล็ก  ถือกระเป๋า หิ้วเก้าอี้  และแบกขาตั้งกล้อง

 พอร์เทรตหลังละลายแบบแคนดิด

          การถ่ายภาพพอร์เทรตลักษณะนี้ ถือเป็นช็อตเพลย์เซฟที่สุด  เพราะส่วนใหญ่ทุกคนจะชอบภาพที่ตัวเองดูเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว  ถ่ายแล้วดูเป็นตัวของตัวเองดีประมาณนั้น  ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพลักษณะนี้ต้องเป็นคนช่างสังเกต ดูว่าจังหวะไหนที่บัณฑิตดูสวยงามน่ารัก หรือดูดีที่สุด บางคนอาจมีท่าเสยผมที่เก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร บางคนก็มีท่าจับแว่นที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว บางคนหัวเราะแล้วจะยกมือขึ้นมาปิดปาก อะไรอย่างนี้เป็นต้น

          เมื่อมองเห็นแล้วก็ต้องมือไวจับจังหวะ  จัดองค์ประกอบภาพ แล้วกดชัตเตอร์ให้ทันเวลา  เลนส์เทเลซูมช่วง 70-200 มม. จึงเป็นเลนส์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการถ่ายภาพในลักษณะนี้



 มุมมองที่ตื่นตาตื่นใจ

          เล่นกับฉากหลังหลากรูปแบบ ด้วยเลนส์มุมกว้างพิเศษ การถ่ายภาพในลักษณะนี้แม้จะเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าอยู่ดีๆ ช่างภาพจะถ่ายแบบนี้ไปเลยโดยไม่มีการคุยกับบัณฑิตให้เข้าใจตรงกันเสียก่อน และในความเป็นจริงถึงแม้ผู้ว่าจ้างจะจ้างให้เราถ่ายเพราะชื่นชอบภาพลักษณะนี้ แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะถ่ายช็อตมาตรฐานเผื่อไว้ให้ผู้ปกครองของบัณฑิตได้ดูบ้าง

          การถ่ายภาพบุคคลด้วยเลนส์มุมกว้างให้สวยไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะมันมีองค์ประกอบอื่นๆ ในฉากหลังเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะ มันเหมือนเป็นการถ่ายโลเกชั่นสวยๆ แล้วต้องจับคนเข้าไปยืนให้ถูกจุด และถ้าอยากให้ภาพแรงจริง อาจจะต้องใช้ควบคู่ไปกับการโพสท่าที่แรงพอๆ กัน ซึ่งศึกษาหาดูได้จากหนังสือแฟชั่นทั่วไป (ถ้าบัณฑิตเป็นเด็กแนวอยู่แล้วงานจะง่ายขึ้นเยอะ  ถ้าไม่ใช่ก็ต้องเหนื่อยกันหน่อย)

          ข้อพึงระวังในการใช้เลนส์มุมกว้างถ่ายภาพบุคคลก็คือ ไม่ควรจะให้สัดส่วนในบริเวณใบหน้าบิดเบี้ยวจนผิดรูปมากเกินไป ซึ่งก็คือควรจะวางส่วนใบหน้าไว้แถวๆ กลางภาพเป็นหลัก ยกเว้นในกรณีของการใช้เลนส์ฟิชอายเพื่อให้สัดส่วนต่างๆ ในภาพดูผิดเพี้ยนอย่างจงใจ แต่ก็ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินไปอยู่ดี

 แนวแฟชั่นและใช้การโปรเซสไฟล์ตกแต่งภาพเพิ่มเติม

          อันนี้เป็นสิ่งที่คาดเดาว่าน่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้า(หรืออาจจะมีบ้างแล้วก็ได้) เพราะดังที่บอกไปว่าการแข่งขันมันสูงขึ้นทุกวัน การจะฉีกหนีคนอื่นออกไปอีกจึงมีความเป็นไปได้ว่า จะนำเอาการถ่ายภาพเชิงแฟชั่นเข้ามาใช้ เพราะเอฟเฟกต์หรือลูกเล่นต่างๆ ที่สามารถจิตนาการขึ้นได้ สามารถใช้โปรแกรมตกแต่งภาพนานาชนิดมารองรับได้เกือบทั้งหมดอยู่แล้ว หากมีความถนัดในการรีทัชหรือตกแต่งภาพก็สามารถทำอะไรกับไฟล์ดิบๆ ที่ถ่ายมาได้อีกเยอะ

          จะเห็นได้ว่าการหาแนวทางการถ่ายภาพที่ไม่ซ้ำใครจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก  แต่ก็คงไม่เกินความพยายามของเราไปได้  และถ้าทำได้อย่างสม่ำเสมอรับรองว่าเดี๋ยวๆ ก็งานเข้าไปเอง

          หากทำได้ถึงระดับลูกค้าบอกต่อหรือ ส่งลิงค์ต่อๆ กันไปอันนี้ถ้าเป็นภาษาโบราณเขาเรียกว่า หัวกระไดบ้านไม่แห้ง อย่างนี้ก็มีแววว่าจะหันมาเอาดีทางอาชีพนี้ได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง

การรักษาเวลา จิตวิทยา และมนุษยสัมพันธ์

          แม้คุณจะเป็นช่างภาพมากฝีมือเพียงไร  หากผิดเวลานัดกับลูกค้าถือว่าสอบตกตั้งแต่แรก เพราะเท่ากับเป็นการสร้างความไม่ประทับใจตั้งแต่แรกพบ ทางที่ดีจึงควรไปถึงสถานที่นัดหมายก่อนเวลาสักครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ไปถึงกินข้าว เข้าห้องน้ำ จัดการธุระส่วนตัวให้เสร็จสรรพ นำอุปกรณ์ออกมาเซ็ททุกอย่างไว้ให้พร้อม ลูกค้ามาถึงพร้อมถ่ายภาพได้ทันที

          เมื่อเจอลูกค้าไม่ว่าจะอยู่ในอารมณ์รถเสีย  ตำรวจจับ แฟนทิ้ง กิ๊กตาย  แม่ยายด่า ต้องสลัดทิ้งให้หมด งานก็คืองาน ลูกค้าไม่รับรู้  ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับปัญหาส่วนตัวของเราทั้งสิ้น ฉะนั้นจึงไม่ควรเอาสิ่งเหล่านั้นเข้ามาปะปนในงาน แม้ในความเป็นจริงจะทำได้ยาก  แต่ก็ต้องพยายามทำให้ได้

          เมื่อพบบัณฑิตที่เราจะต้องถ่าย ห้ามทักท้วงใดๆ เกี่ยวกับ เสื้อผ้า หน้า ผม ในทางที่จะสร้างความไม่มั่นของบัณฑิตอย่างเด็ดขาด เป็นต้นว่า

           โหน้อง! ทำไม่ทำผมทรงนี้มาอ่ะ เช้ย เชย

           เอ่อ...รู้สึกว่าช่างแต่งหน้าไม่ค่อยเนี้ยบเลยนะครับ

           โอ้ ! หน้าตาอย่างนี้ถ่ายยากนะเนี่ย ขอเปิดตำราก่อนนะ

           ย้ำชัดๆ อีกครั้งว่า...ห้ามอย่างเด็ดขาด

          การพูดอย่างนี้ถือเป็นการปัดความรับผิดชอบอย่างน่าเกลียด  และไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะไม่ว่าบัณฑิตจะหน้าตาเป็นอย่างไร ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องใช้ความสามารถมองหาและถ่ายภาพในมุมที่ดีที่สุดของเขาให้ได้ (ไม่อย่างนั้นเขาจะลงทุนจ้างช่างภาพมาทำแมวน้ำอันใดเล่าครับ)

          และนอกจากตัวบัณฑิตแล้ว  เรายังจะต้องพบปะพูดคุยกับญาติๆ และเพื่อนฝูงอีกร้อยแปด บุคคลประเภทชอบใช้และจู้จี้ชี้นิ้วสั่งมักจะเลี่ยงได้ยาก ควรต้องมีความใจเย็นและปรับอารมณ์ให้ได้ ถือเสียว่าเป็นส่วนหนึ่งของงาน  หากทำให้คนกลุ่มนี้พอใจ ก็จะมีโอกาสได้งานในครั้งต่อๆ ไปมากยิ่งขึ้นไปด้วย

          หากยังมีเรี่ยวแรงดีอยู่ ในเวลาที่บัณฑิตเข้าหอประชุม  เราก็อาจเก็บคะแนนเพิ่มโดยการถ่ายพอร์เทรตสวยๆ แถมให้ญาติๆ หรือเพื่อนฝูงของบัณฑิตด้วยสักหน่อย เอาแค่หน้าชัดหลังเบลอ  คมๆ หน่อย ก็เพียงพอแล้ว  ที่จะสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้น ซึ่งหมายถึงงานอื่นๆ ที่จะตามมาในภายภาคหน้านั่นเอง

การเตรียมตัวให้พร้อม

          เตรียมพร้อมในที่นี้หมายถึงตัวช่างภาพเอง และอุปกรณ์การถ่ายภาพ ในส่วนของผู้ถ่ายภาพ  ควรจะต้องพักผ่อนให้เพียงพอก่อนวันงาน เพราะการถ่ายภาพรับปริญญาถือเป็นงานที่ หนักมากŽ เนื่องจากส่วนใหญ่บัณฑิตมักจะไม่ได้อยู่กับที่นานๆ ต้องเดินไปเจอคนโน้นคนนี้ทั้งวัน กับทั้งเราเองก็ต้องเดินหามุมสวยๆ เด็ดๆ อยู่ตลอดเวลา หากร่างกายไม่สดจริงจะพลอยให้เสียการเสียงานเอาง่ายๆ

          ในด้านของอุปกรณ์  หากตัดสินใจรับงานรับเงินไปแล้ว อย่างน้อยควรมีกล้องไปทำงานสักสองตัว ในทางหนึ่งเพื่อความคล่องตัวสำหรับการใช้เลนส์สองช่วงที่แตกต่างกัน ในอีกทางหนึ่งที่สำคัญมากกว่าก็คือใช้เป็นกล้องสำรองในกรณีที่กล้องตัวใดตัวหนึ่งเกิดชำรุดเสียหายกลางคัน ยังไงก็จะมีกล้องไว้ใช้ถ่ายงานได้อย่างต่อเนื่องต่อไป งานลูกค้าก็ไม่เสียหาย

          แบตเตอรีสำรองถ้ามีน้อยควรเตรียมที่ชาร์จไฟเผื่อไว้ด้วย หน่วยความจำก็เช่นกัน ควรนำไปให้มากพอจริงๆ เกิดไปเจอบัณฑิตที่ชอบถ่ายภาพมากๆ เดี๋ยวจะงานเข้าโดยไม่รู้ตัว

          เมื่อทุกอย่างพร้อมอย่าลืมพกความมั่นใจไปลงสนาม แล้วก็ลุยให้เต็มที่ งานประเภทนี้มักจะมีปัญหาเฉพาะหน้าให้ต้องแก้ไขเกือบๆ ตลอดเวลา เช่นเจอแสงดีแต่หามุมไม่ได้ หรือหามุมได้แต่แสงไม่ดี ถ่ายภาพหมู่แล้วโดนช่างภาพคนอื่นบังบ้าง กั๊กมุมบ้าง บัณฑิตไม่หันมองบ้าง มีคนเดินตัดหน้ากล้องบ้าง เดินมาชนบ้าง เหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องพบเจอประจำ ต้องใจเย็นๆ ถ้อยทีถ้อยอาศัยเข้าไว้ สร้างมิตรยังไงก็ดีกว่าสร้างศัตรู เพราะถ้าจะรับงานแบบนี้เป็นประจำเดี๋ยวงานหน้าก็ต้องเจอกันอีก หนีกันไม่พ้น

          ในงานที่คนเยอะๆ เหตุการณ์อย่างนี้ถือเป็นเรื่องปกติ เราเองก็อาจไปเดินตัดหน้า ไปบังมุมคนอื่นโดยไม่รู้ตัวได้เช่นกัน แต่เมื่อรู้ตัวแล้วก็ต้องรีบขอโทษโดยเร็ว ไม่ใช่มั่วนิ่มทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น การมีเพื่อนช่างภาพเพิ่มขึ้นยังเป็นการเพิ่มช่องทางทำมาหากินได้อีกทางหนึ่งด้วย เพราะอย่าลืมว่าต่อให้เก่งแค่ไหน ฝีมือดีเพียงไร วันหนึ่งก็รับบัณฑิตได้คนเดียวเท่านั้น ถ้างานเต็มก็ต้องส่งต่อให้เพื่อนฝูงหรือคนที่ฝีไม้ลายมือไว้ใจได้รับงานแทนอยู่ดี ช่างภาพมือใหม่หลายคนได้แจ้งเกิดจากโอกาสแบบนี้มานักต่อนักแล้ว  ยังไงก็เป็นเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกัน ถึงจะแข่งกันในทางฝีไม้ลายมือหรือแย่งลูกค้ากันบ้าง แต่งานเลิกก็เพื่อนกันเหมือนเดิม

          เทศกาลรับปริญญาในปีนี้เชื่อแน่ว่าคงได้เห็นงานดีๆ  จากช่างภาพรุ่นใหม่ไฟแรง เบียดคู่คี่สูสีมากับช่างภาพมือเก่าเก๋าเกม เป็นอีกหนึ่งงานประลองที่เราขอเป็นผู้ชมข้างสนามด้วยความสนุกสนานตื่นเต้น

          เป็นงานประชันที่ไม่มีผู้ชนะหรือผู้แพ้ จะมีก็แต่งานดีๆ เพลินตาออกมาให้เสพ เชื่อแน่ว่าบรรดาเพื่อนพ้องช่างภาพทั้งหลายต้องไม่ทำให้เราผิดหวังแน่นอน

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

บรรณานุกรม

เทคนิคการถ่ายภาพรับปริญญา.(ออนไลน์). แหล่งที่มา : 
http://hilight.kapook.com/view/39182. ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๖

6 เทคนิคดี ๆ สำหรับการถ่ายภาพ Portrait

6 BEST TECHNIQUE FOR PORTRAIT (FOTOINFO)

          เทคนิคในการถ่ายภาพที่นักถ่ายภาพนำใช้เมื่อถ่ายภาพบุคคลด้วยแสงธรรมชาตินั้นมีมากมายหลายแบบการถ่ายภาพบุคคลในสภาพแสงธรรมชาตินั้นเปิดกว้างต่อการใช้ความคิดสร้างสรรค์ของนักถ่ายภาพ บางเทคนิคได้ผลที่น่าพอใจ แต่บางเทคนิคก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จหรือได้รับความนิยมมากนัก เราจึงรวบรวมเอาเทคนิคที่เหมาะกับการถ่ายภาพบุคคลด้วยแสงธรรมชาติมาไว้ เป็นเทคนิคไม้ตายที่นำมาใช้ได้อยู่เสมอ ภาพจะยังคงดูแล้วน่าสนใจแม้ว่าเวลาจะเปลี่ยนไป 

          แน่นอนครับว่าทั้งหมดไม่ใช่เทคนิคใหม่ เพราะถูกคิดค้นขึ้นและใช้ในการถ่ายภาพกันมานานแล้ว หลายคนอาจทราบดี แต่ยังถ่ายภาพด้วยเทคนิคนั้น ๆ แล้วยังไม่ได้ผลดี ลองมาดูกันว่าในแต่ละเทคนิคที่ได้รับความนิยมเหล่านี้ มีรายละเอียดในการถ่ายภาพอย่างไร ให้ได้ผลที่ดี

Eye Contact

          เทคนิคที่สำคัญและง่ายที่สุดอย่างหนึ่งของการถ่ายภาพบุคคลด้วยแสงธรรมชาติ ก็คือการใช้ Eye Contact หรือการสื่อสารผ่านสายตา สายตาของแบบในภาพจะเป็นจุดหยุดสายตาในการดูภาพ ตำแหน่งในการวางดวงตาของแบบในภาพ โดยเฉพาะการถ่ายภาพบุคคลแบบครึ่งตัวหรือครอปตั้งแต่หัวไหล่ขึ้นไป ตาของแบบในภาพจะต้องอยู่ที่บริเวณเหนือ 1/3 ด้านบนของภาพ

          แววตาเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงอารมณ์ และมีผลกับภาพโดยตรง ในภาพที่ต้องการบรรยากาศสดใส ร่าเริง นักถ่ายภาพก็ต้องพยายามเก็บประกายแววตาที่สะท้อนออกมาให้ได้มากที่สุด อุปกรณ์สะท้อนแสงอย่างรีเฟล็กซ์ แฟลช หรือดวงไฟแบบต่าง ๆ ช่วยเสริมแววตาให้มากขึ้นได้ หากในสภาพแสงนั้นไม่ส่งเสริมให้เกิดแววตานัก ก็จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เหล่านี้ช่วย จากภาพตัวอย่างแม้ว่าสภาพแสงจะดูลงตัวแล้ว แต่ยังต้องการเพิ่มแววตาให้กับแบบมากขึ้น จึงเลือกใช้แฟลชที่ยิงแสงเบี่ยงหลบเบา ๆ จนแสงแฟลชแทบจะไม่มีผลต่อภาพ แต่ในแววตาของแบบสามารถสะท้อนออกมาได้ เมื่อผสมกับแสงด้านนอกแววตาของแบบในภาพจึงดูเป็นธรรมชาติมาก


Hi Key

          เทคนิคการถ่ายภาพง่าย ๆ ที่ได้ผลที่น่าพอใจอีกวิธีหนึ่งคือ การเปิดรับค่าแสง ให้มากกว่าหรือน้อยกว่าพอดี สำหรับภาพบุคคลนั้นการเปิดรับค่าแสงให้มากกว่าค่าพอดี (Overexposure) ภาพในลักษณะนี้เรียกว่า Hi Key แต่ไม่ใช่ว่าภาพทุกภาพที่จะชดเชยให้โอเวอร์ขึ้นแล้วจะดูดีไปหมด การชดเชยแสงให้โอเวอร์ขึ้นนั้น จะทำให้รายละเอียดของภาพบางส่วนหายไป บรรยากาศของภาพที่ไม่เข้ากันกับภาพแบบ Hi Key กลับส่งผลในทางลบกลายเป็นภาพเสีย ใช้งานไม่ได้มากกว่าที่จะเป็นภาพดี 




          ภาพใดสถานการณ์ใดจะเหมาะที่จะถ่ายภาพแบบ Hi Key นั้น ก็จะขึ้นอยู่กับแนวคิดและคอนเซปต์ของภาพโดยรวมครับ สภาพแสงที่แนะนำและมักใช้ร่วมกับเทคนิคการถ่ายภาพแบบ Hi Key ได้ดีคือการถ่ายภาพในลักษณะย้อนแสงในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น แสงอุ่น ๆ จะช่วยทำให้บรรยากาศของภาพชวนมอง ภาพอาจจะดูฟุ้ง ๆ และมีรายละเอียดที่ตัวแบบด้วย ถ้าหากถ่ายภาพ โดยไม่ชดเชยไปในทิศทางโอเวอร์รายละเอียดที่ตัวแบบจะเข้มดำ ไม่มีรายละเอียดที่บริเวณใบหน้าเคล็ดลับสำคัญคือการเลือกสภาพแสงในโทนอุ่น ถ่ายภาพในทิศทางย้อนแสง และควรตัดแหล่งกำเนิดแสงออไปจากเฟรมภาพด้วย เพราะไม่เช่นนั้นแล้วสภาพแสงจะมีค่าความเปรียบต่างสูงมากเกินไป


Back Light




          ช่วงเวลาทองของการถ่ายภาพนั้นจะเป็นช่วงเวลาเช้าหรือเย็น สภาพแสงแดดอุ่น ๆ หรือแสงสีของช่วงเวลา Twilight มีเทคนิคการถ่ายภาพมากมายที่ใช้ในการถ่ายภาพบุคคลในช่วงเวลานี้ หากเป็นการเตรียมไปถ่ายภาพ แบบอยู่ในสภาพที่พร้อมกับการถ่ายภาพ เสื้อผ้าหน้าผมได้รับการตกแต่งเข้ากันได้ดีนั้นไม่ใช่ปัญหา เพราะแสงในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นช่วยส่งเสริมให้ภาพบุคคลดูน่าสนใจขึ้นได้ไม่ยาก แต่ในกรณีที่แบบไม่ได้เตรียมตัวไปถ่ายภาพโดยเฉพาะ การเดินทางในแบบท่องเที่ยวบางครั้งเวลาเช้าตรู่หลายคนยังไม่ได้กระจกดูสภาพตัวเองเลยด้วยซ้ำ หากเลือกการถ่ายภาพแบบปกติใช้แฟลชเปิดรายละเอียดให้กับตัวแบบ ด้วยความไม่พร้อมของแบบอาจทำให้ภาพดูไม่น่าสนใจเลย 

          เทคนิคการถ่ายภาพที่ช่วยให้แบบยังดูน่าสนใจยังรู้ว่าใครเป็นใคร ไม่เข้มดำเป็นแบบภาพเงามืด คือการถ่ายภาพโดยการใช้แสงหลัง Back Light ซึ่งก็ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่การจะให้ได้ภาพที่ดีน่าสนใจนั้น นอกจากสภาพแสงที่มีสีสันสวยงามแล้ว แบบต้องอยู่ในท่าทางที่มีเรื่องราว และหันหามุมที่แสดงโครงร่างของใบหน้า แสงต้องช่วยไฮไลท์บริเวณขอบของโครงร่างใบหน้า เสื้อผ้า ผม รายละเอียดที่ไม่น่าสนใจเนื่องจากความไม่พร้อมของตัวแบบจะถูกซ่อนไว้ในเงามืด เทคนิคนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใช้ได้ผลเสมอ


Fill In Flash




          การถ่ายภาพบุคคลร่วมกับแสงฉากหลัง หรือวิวทิวทัศน์นั้นเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันอยู่เสมอ และแน่นอนว่าถ้าหากความแตกต่างของค่าแสงที่บริเวณตัวแบบมีค่าน้อยกว่าแสงที่ฉากหลัง ก็มีความจำเป็นต้องใช้แฟลชในการถ่ายภาพ ปัญหาก็คือการใช้แฟลชในการถ่ายภาพบุคคลแบบครึ่งตัว ซึ่งพื้นที่ของบุคคลในภาพจะมีพื้นที่ค่อนข้างมากทำให้เห็นข้อบกพร่องเรื่องแสงบนตัวแบบได้ชัดเจน แสงแฟลชติดบนตัวกล้องที่มีลักษณะแสงแข็งจะทำให้แบบดูไม่น่าสนใจ ภาพแบน 

          การแก้ไขให้แบบได้รับแสงแฟลชที่เหมาะสม ภาพดูน่าสนใจขึ้นคือการทำให้แสงแฟลชนุ่มลง อุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกับแฟลช Hot Shoe ได้ดีสะดวกและพกพาง่ายคือแผ่นสะท้อนแสง วิธีใช้คือการยิงแสงแฟลชสะท้อนแผ่นสะท้อนแสง หรือใช้ร่มสีขาวแบบส่องทะลุก็จะช่วยทำให้แสงแฟลชนุ่มลงได้ จากภาพนี้ใช้ร่มทะลุและแยกแฟลชออกนอกตัวกล้อง โดยบังคับทิศทางให้เยื้องไปทางด้านขวา ก็จะทำให้ได้ภาพแบบครึ่งตัวบนฉากหลังที่น่าสนใจ ภาพดูกลมกลืนกัน


Silhouette




          ภาพ Silhouette หรือภาพเงามืด อีกหนึ่งเทคนิคในการถ่ายภาพที่ง่ายและคุ้นเคยกันเป็นอย่างมาก ด้วยความง่ายของเทคนิคการถ่ายภาพนี้ ทำให้เราเห็นภาพ Silhouette กันจนเกร่อ หาภาพที่ดูดีน่าประทับใจไม่ได้ง่ายๆ แนวคิดง่ายๆ เมื่อคุณต้องการถ่ายภาพบุคคลแบบ Silhouette ให้น่าสนใจ คือต้องมีฉากหลังที่มีสีสันสวยงาม และมีท่าทางที่ลงตัวกับบรรยากาศ ฟังดูง่ายแต่ต้องใช้ไอเดียอย่างมากครับ 

          เทคนิคหนึ่งที่ช่วยให้ภาพบุคคลแบบ Silhouette ของคุณดูน่าสนใจขึ้น คือภาพที่มีแอคชั่นบรรยากาศของภาพจะดูสนุกสนานขึ้น แม้จะดูภาพเพียงผ่าน ๆ แอคชั่นที่ว่านี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องกระโดดโลดเต้นไปเสียหมด หากแต่ควรเป็นแอคชั่วท่าทางที่บ่งบอกถึงบุคลิกของตัวแบบได้ อย่างเช่น นักกีฬากำลังเล่นกีฬา พระบิณฑบาตร


Slow Sync Flash




          การถ่ายภาพบุคคลร่วมกับไฟประดับตามอาคาร สถานที่ในเมืองในเวลากลางคืนเป็นอีกหนึ่งรูปแบบการถ่ายภาพที่นิยมกันเป็นอย่างมาก สำหรับนักถ่ายภาพที่มีประสบการณ์ในการถ่ายภาพอาจจะไม่ใช่ปัญหา แต่สำหรับนักถ่ายภาพมือใหม่ การถ่ายภาพลักษณะเช่นนี้อาจจะไม่ได้ภาพแสงสีในแบบที่ต้องการปัญหาที่พบกับนักถ่ายภาพมือใหม่ก็คือ แสงไฟประดับของฉากหลังที่มองเห็นด้วยตาเปล่าว่าดูสวยงามนั้นกลับมืดแทบมองไม่เห็นรายละเอียด ในความเป็นจริงแม้ว่าจะมองด้วยตาเปล่าว่าแสงไฟประดับต่าง ๆ มีความสว่าง แต่แท้จริงแล้ว กลับมาค่าแสงที่ต่ำมาก เมื่อเทียบแสงแฟลชที่เป็นแหล่งกำเนิดแสงหลักให้กับบุคคลในภาพ ระบบแฟลชแบบสัมพันธ์ความไวชัตเตอร์ต่ำ คือระบบที่จะช่วยให้ได้แสงของฉากหลัง 

          สิ่งที่ต้องระวังในการใช้ระบบแฟลชนี้ก็คือ ค่าความไวชัตเตอร์ที่อาจต่ำมากจนไม่สามารถถือกล้องด้วยมือได้ มีผลทำให้ภาพเบลอไม่คมชัด หากค่าความไวชัดเตอร์ต่ำมากก็จำเป็นที่จะต้องใช้ขาตั้งกล้อง นอกจากภาพจะไม่ผมชัดด้วยการถือกล้องด้วยมือแล้ว การเคลื่อนไหวของแบบก็อาจทำให้ตัวแบบไม่คมชัดได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นนักถ่ายภาพจะต้องทำความเข้าใจกับแบบด้วยว่าต้องพยายามอยู่นิ่ง ๆ จนกว่าชัตเตอร์จะทำงานเสร็จ ซึ่งนักถ่ายภาพต้องเป็นคนว่าถ่ายภาพเรียบร้อยแล้วเมื่อไร แม้ว่าแบบจะพยายามอยู่นิ่งที่สุดแล้ว แต่ถ้าความไวชัตเตอร์ต่ำมาก ๆ มีค่ามากถึง 1 วินาทีขึ้นไป ก็จะเสี่ยงต่อการที่แบบเคลื่อนไหวได้ เพราะฉะนั้นจะต้องเพิ่มค่าความไวแสงให้สูงขึ้นเพื่อให้ได้ค่าความไวชัตเตอร์ที่สูงขึ้น




ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก


บรรณานุกรม

6 เทคนิคดี ๆ ในการถ่ายภาพ Portrait (ออนไลน์). แหล่งที่มา : 
http://hilight.kapook.com/view/54105. ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๖